Saturday, January 14, 2017

เปิดแล้ว ‘จูราสสิค พาร์ค’ ไดโนเสาร์ และสัตว์ดึกดำบรรพ์ ต้อนรับ วันเด็กแห่งชาติ สวนนงนุชพัทยา

สวนนงนุช


เปิดแล้ว ‘จูราสสิค พาร์ค’ ไดโนเสาร์ และสัตว์ดึกดำบรรพ์  ต้อนรับ วันเด็กแห่งชาติ สวนนงนุชพัทยา 


เปิดแล้ว ‘จูราสสิค พาร์ค’ ต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ สวนนงนุชพัทยา  โดยนายกัมพล ตันสัจจา ผอ.สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2560 ทางสวนนงนุชพัทยา อยากให้เด็ก ๆ มีความสุข จึงได้เนรมิตของขวัญชิ้นโตเนรมิตดินแดน‘จูราสสิค พาร์ค’ ด้วยการทุ่มทุนจัดสร้าง ดินแดน จูราสสิค พาร์ค มีรูปปั้นจำลองไดโนเสาร์ และสัตว์ดึกดำบรรพ์ ที่เสมือนจริงทุกสายพันธุ์ ท่ามกลางสวนดอกไม้ฝรั่งเศส 2 ซึ่งจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเด็ก ๆ  ต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ เด็ก ๆ รวมถึงนักท่องเที่ยว จะสามารถเซลฟี่เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

นอกจากนี้ ในวันเด็กแห่งชาติ ตรงกับวันเสาร์ที่ 14 ม.ค. จะเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน ที่ความสูงไม่เกิน 140 ซม.เข้าเที่ยวชม‘จูราสสิค พาร์ค’ ฟรี ไปจน ถึงวันศุกร์ที่ 20 ม.ค.ซึ่งจะถือให้เป็นสัปดาห์สำหรับเด็ก ในการนี้ ยังมีกิจกรรมเวที การแสดง และแจกของรางวัลมากมาย เพื่อเติมรอยยิ้ม สร้างความสุข ให้แก่เหล่าผู้ที่จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า ได้มีขวัญกำลังใจ ที่จะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เป็นคนดีของครอบครัวและสังคมต่อไป

นอกจาก ‘จูราสสิค พาร์ค’ แล้ว สวนนงนุชยังมีจุดที่สามารถเที่ยวชมธรรมชาติต่างๆ ภายในสวนนงนุชมากเกือบ 60 จุดที่นอกเหนือจาก‘จูราสสิค พาร์ค’ ไดโนเสาร์ และสัตว์ดึกดำบรรพ์แล้วยังสามารถเพลิดเพลินกับการแสดงของ ช้างแสนรู้ ความสามารถที่คุณคาดไม่ถึงทั้งในการเล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล โบว์ลิ่ง รวมทั้งศิลปะการวาดภาพและการเต้นรำ อันเป็นที่ชื่นชอบและประทับใจของเด็ก ๆ รวมถึงนักท่องเที่ยว ที่ได้มาเที่ยวชมเป็นอย่างมาก และชมความยิ่งใหญ่งดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย ด้วยที่อ่อนช้อยสวยงาม พร้อมฉากและเครื่อง แต่งกายที่ประณีตอลังการใส่ใจทุกรายละเอียดของการแสดง

ไม่เพียงเท่านี้ สวนนงนุชพาราไดซ์ ที่เที่ยวที่ครองใจคู่รักในพัทยา มาเที่ยวที่นี้ต้องมากับคู่รักและครอบครัวก็ได้ หรือพาเด็ก ๆ มางานวันเด็ก  แต่ที่จริงแล้วจะมากับคู่รักหรือครอบครัวก็อบอุ่นกันไปคนละแบบนะ ว่าแต่ถ้ามากับครอบครัวก็ดีกว่าเพราะถ้ามาเป็นหมู่คณะเขามีส่วนลดให้ด้วย พาครอบครัวลูก ๆ เข้ามาในสวนนงนุชแนะนำคุณพ่อคุณแม่ให้มารับแผนที่หรือคำอธิบายต่างๆที่ท่านสงสัยที่เคาวน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ตึกประชาสัมพันธ์ด้านใน ถัดจากจุดจำหน่ายบัตรมาไม่ไกล สอบถามสาวๆ เจ้าหน้าที ที่นี่ดูได้นะ

Cr.คมชัดลึก,iPattaya News

เทอร์โมมิเตอร์จิ๋ว เล็กสุดในโลก อ่านอุณหภูมิเคลวิน ต้องใช้ กล้องจุลทรรศน์ เล็กกว่า เส้นผมของคนประมาณ 10 เท่า

กล้องไมโครสโคป (Microscope)


เทอร์โมมิเตอร์จิ๋ว เล็กสุดในโลก อ่านอุณหภูมิเคลวิน ต้องใช้ กล้องจุลทรรศน์ เล็กกว่า เส้นผมของคนประมาณ 10 เท่า


ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2015 นักประดิษฐ์ Yihua Gao และ Yoshio Bando แห่ง National Institute for Materials Science ที่เมือง Ibaraki ในญี่ปุ่นได้รายงานความสำเร็จในการประดิษฐ์เทอร์โมมิเตอร์ขนาดจิ๋วที่สุดในโลก โดยใช้ท่อคาร์บอนนาโนที่มีความยาวน้อยกว่าความกว้างของเส้นผมของคนประมาณ 10 เท่า และภายในมีโลหะ gallium ที่สามารถขยายตัว และหดตัวได้ เวลาอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ในช่วง 50 ถึง 500 องศาเซลเซียส และละเอียดถึงสเกลเคลวิน (ใช้สัญลักษณ์ K โดยไม่มีคำว่าองศา) การเป็นเทอร์โมมิเตอร์ที่เล็กสุดยอดนี้ เวลาใช้อ่านอุณหภูมิ ผู้อ่านต้องใช้ กล้องไมโครสโคป (Microscope) เป็นกล้องจุลทรรศน์แบบ Scanning Electron Microscope จึงจะอ่านสเกลเห็น

ย้อนอดีตไปถึงปี 1848 เมื่อนักฟิสิกส์ชื่อ William Lord Kelvin ได้ปรารภถึงเทคนิคการวัดอุณหภูมิว่า เทอร์โมมิเตอร์ต้องมีมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จึงได้เสนอให้อุณหภูมิ -273องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิศูนย์องศาสัมบูรณ์ และให้ทุกองศา Kelvin ที่เพิ่มมีค่าเท่ากับ 1 องศาเซลเซียส สเกลการวัดอุณหภูมิในระบบนี้จึงเรียกสเกลเคลวิน ถึงปี 1968 ที่ประชุม General Conference on Weights and Measures จึงได้เปลี่ยนหน่วยอุณหภูมิเป็น Kelvin เฉยๆ โดยไม่มีคำว่าองศา (และใช้สัญลักษณ์ K)
     
ในปี 2005 คณะกรรมการมาตรการวัดนานาชาติ The Comit International des Poids et Measures (CIPM) ได้กำหนดค่า Kelvin ใหม่ ก่อนที่จะพัฒนาหน่วยอุณหภูมิเป็น Kelvin เพราะค่าที่กำหนดในปัจจุบันเวลานำไปใช้วัดอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 20K และสูงกว่า 1300K ไม่ได้ผลดี CIPM จึงกำหนดให้ Kelvin เป็นสเกลอุณหภูมิของพลังงาน 1 จูลที่ได้จากการคำนวณโดยการใช้ค่าคงตัว Boltzmann = 1.3806505 x 10-23 จูล/K จะละเอียดกว่า จึงพัฒนาตัว เทอร์โมมิเตอร์ขนาดจิ๋วที่สุดในโลก ที่วัดค่าได้ละเอียดแต่ผู้อ่านต้องใช้ กล้องจุลทรรศน์ เป็น กล้องไมโครสโคป (Microscope) แบบ Scanning Electron Microscope จึงจะอ่านสเกลเห็น
     
ส่วนเวลาจะวัดอุณหภูมิระดับ 1 นาโนเคลวิน (10-9 องศา) นั้น นักฟิสิกส์ไม่ได้ใช้เทอร์โมมิเตอร์แบบที่ชาวบ้านทั่วไปใช้ แต่ใช้เทคนิคที่เรียกว่า laser cooling คือ การทำให้ระบบอะตอมเย็นลง โดยใช้เลเซอร์ยิงกลุ่มอะตอมให้รับอนุภาค photon ของเลเซอร์เข้าไป จากนั้นกลุ่มอะตอมก็จะคาย photon ออกมา ในทิศทางอื่นที่มิใช่ทิศที่มันรับเข้าไป เพราะ photon ของแสงที่กระเจิงไปนี้มีความยาวคลื่นสั้นกว่าคลื่นแสงที่มันรับเข้าไป มันจึงมีพลังงานมากกว่าพลังงานของ photon ที่มันรับ

และเมื่อพลังงานของระบบ (อะตอมกับแสง) จะต้องไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นเมื่อ photon ที่หนีไปมีพลังงานมาก อะตอมที่เหลืออยู่จึงต้องมีพลังงานจลน์น้อยลง นั่นคือเคลื่อนที่ช้าลง และอุณหภูมิของอะตอมก็จะลดตาม เมื่อ photon เล็ดรอดหนีไปมากขึ้นๆ กลุ่มอะตอมก็จะเคลื่อนที่ช้าลงๆ อุณหภูมิของกลุ่มอะตอมก็จะลดลงๆ และความหนาแน่นของกลุ่มอะตอมก็จะมากขึ้นๆ และอะตอมจะชนกันมากขึ้น แต่ไม่เคลื่อนที่เร็วเกินไปจนทำให้นักฟิสิกส์สามารถใช้สนามแม่เหล็กที่มีความเข้มไม่สม่ำเสมอกักขังอะตอมไม่ให้หนีไปไหนมาไหนได้
     
ในการทดลองของ Wolfgang Ketterle แห่ง Massachusetts Institute of Technology (MIT) ซึ่งทำให้เขาได้รับ 1/3 ของรางวัลโนเบลฟิสิกส์ประจำปี 2001 Ketterle ได้ใช้อะตอมของ sodium ที่มีอิเล็กตรอนในวงนอกสุดเพียงตัวเดียว ดังนั้นอะตอมจึงมีโมเมนต์แม่เหล็ก (magnetic moment) ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นแท่งแม่เหล็กขนาดจิ๋ว ด้วยเหตุนี้เวลาใช้สนามแม่เหล็กกระทำต่อกลุ่มอะตอมนี้ สนามแม่เหล็กจะผลักกลุ่มอะตอมให้ลอยขึ้นสูง และกักขังให้เกาะกันเป็นกลุ่ม จากนั้น Ketterle ก็ปล่อยอะตอมที่มีพลังงานมากให้เล็ดรอดหนีออกไปจากกลุ่ม โดยใช้สนามแม่เหล็กอีกสนามหนึ่งที่มีความเข้มสูงเพื่อเปลี่ยนพลังงานของโมเมนต์แม่เหล็ก ให้อะตอมที่มีพลังงานมากเล็ดรอดหนีออกไปจากที่กักขัง
     
ในการวัดอุณหภูมิของกลุ่มอะตอมนี้ นักฟิสิกส์จะวัดขนาดของกลุ่ม เพราะถ้ากลุ่มมีขนาดใหญ่ นั่นแสดงว่า อะตอมมีพลังงานจลน์มาก จนสามารถต่อต้านแรงจากสนามแม่เหล็กได้ หรือใช้อีกวิธีหนึ่ง คือวิธีเปลี่ยนความเข้มสนามแม่เหล็ก เพราะสนามแม่เหล็กมีแรงกระทำต่ออะตอม มีผลทำให้อะตอมแยกจากกัน คือกลุ่มจะขยายตัว และขนาดของกลุ่มจะเพิ่ม วิธีนี้ก็สามารถบอกความเร็วของอะตอมได้ การรู้ความเร็วทำให้รู้อุณหภูมิของมัน หลังจากที่ให้กลุ่มอะตอมขยายตัวในช่วงเวลาหนึ่งแล้ว การวัดขนาดของกลุ่มที่เปลี่ยน ก็จะบอกได้ว่า อุณหภูมิที่ลดไปนั้นมีค่าเท่าไร

Cr.ผู้จัดการ

Friday, January 13, 2017

5 สถานที่ จัดงาน ต้อนรับ วันเด็ก 2560 นี้ พร้อมกิจกรรมมากมาย ให้น้อง ๆ ได้เที่ยวงาน วันเด็กแห่งชาติ และ สนุกสนานอย่างเต็มอิ่ม

วันเด็ก


5  สถานที่ จัดงาน ต้อนรับ วันเด็ก 2560 นี้ พร้อมกิจกรรมมากมาย ให้น้อง ๆ ได้เที่ยวงาน วันเด็กแห่งชาติ และ สนุกสนานอย่างเต็มอิ่ม


5  สถานที่จัดงานวันเด็ก 2560 ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคมนี้ จึงได้รวบรวมเอาสถานที่ท่องเที่ยว 5 สถานที่ที่น่าสนใจ ที่จัดงานวันเด็ก 2560 มาให้ผู้ปกครองและเด็กๆ ที่จะพาน้องๆ  หนูๆ ไปท่องเที่ยวและร่วมกิจกรรมในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2560 สนุกสนานอย่างเต็มอิ่ม ได้ที่ใดบ้าง  ซึ่งจัดเกือบทั้งประเทศ ตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผู้ปกครองช่วยระมัดระวังการพลัดหลงกับบุตรหลาน ขอให้เขียนป้ายชื่อเด็ก ชื่อผู้ปกครอง พร้อมเบอร์โทรศัพท์ สถานที่อยู่ ใส่ไว้ในกระเป๋าเด็กไว้ด้วย

1. อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่
ขอเชิญน้อง ๆ ร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2560 ภายใต้แนวคิด " เรียนรู้ เดินตาม งานของพ่อ " ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2560 เวลา 09.00-16.00 น. ณ สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ภายในงานน้อง ๆ จะได้เรียนรู้และสัมผัสกับประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติผ่านกิจกรรมที่น้อมนำแนวพระราชดำริและคำสอนของพ่อมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิต

2. องค์การสวนสัตว์ 7 แห่งทั่วประเทศ
เนื่องใน วันเด็กแห่งชาติ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2560 เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้และจินตนาการ องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์จึงจัดกิจกรรม " วันเด็ก เที่ยวสวนสัตว์ฟรีทั่วไทย " โดยเปิดสวนสัตว์ทั้ง 7 แห่งทั่วประเทศ ให้เด็กเข้าชมฟรีในวันเสาร์ที่ 14-15 มกราคม ประกอบด้วย สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์ขอนแก่น และสวนสัตว์อุบลราชธานี

3. ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ
ท้องฟ้าจำลอง เปิดให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้เที่ยวงานวันเด็กแห่งชาติ สามารถเข้าเที่ยวชมได้ฟรี ในวันเด็กแห่งชาติ 14 มกราคม 2560 โดยเปิดการแสดงทั้งหมด 9 รอบ รอบละ 280 ที่นั่ง เพื่อให้บริการเหล่าปีศาจตัวน้อย ครึ่งแรกของการแสดงเป็นการสอนดูดาว ครึ่งหลังเป็นภาพยนตร์เต็มโดมเรื่อง " Flight Adventures-กว่าจะบินได้ " ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

4. กองบิน 1 โคราช จังหวัดนครราชสีมา
กองบิน 1 โคราช ขอเชิญชวนเยาวชนและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ 2560 ร่วมสนุกกับกิจกรรมหลากหลายแบบ พร้อมชมการแสดงเครื่องบินต่าง ๆ รวมไปถึงการแสดงผาดแผลง พร้อมกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่เวลา 07.30-16.00 น. ณ ลานจอดเครื่องบิน กองบิน 1 นครราชสีมา

5.โรงเรียนการบิน กำแพงแสน นครปฐม
ฐานทัพอากาศ เป็นสถานที่แห่งความฝันของเด็กหลายๆ คนที่อยากเป็นนักบิน ภายในงานจะมีการจัดแสดงเครื่องบินรบ อาวุธยุโธปกรณ์รุ่นต่างๆ เช่น F16, AU-23 (Peacemaker), Gripen, L39, PC9, CT 4, F5, UH-1H(Huey) ทั้งบนพื้นและการบินโชว์โรงเรียนการบิน กำแพงแสน นครปฐม ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ 2560 ขอเชิญชวนผู้ปกครอง และเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติ 2560 ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2560 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. ณ ลานจอดอากาศยานโรงเรียนการบิน ตำบลกระตีบ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พบกับการแสดงโชว์เครื่องบิน การแสดงการบินของอากาศยาน และร่วมสนุกชิงรางวัลมากมาย ชมฟรีตลอดงาน

Cr.สนุก นิวส์

เครื่องมือ กำจัด 'ไส้เดือนฝอย' ออกจาก 'พรรณไม้น้ำ' ปลอดภัย เพื่อการส่งออก ต่างประเทศ โดย กรมวิชาการเกษตร

กล้องไมโครสโคป (Microscope)


เครื่องมือ กำจัด 'ไส้เดือนฝอย' ออกจาก 'พรรณไม้น้ำ' ปลอดภัย เพื่อการส่งออก ต่างประเทศ โดย กรมวิชาการเกษตร


พรรณไม้น้ำเป็นสินค้าที่ไทยมีการส่งออกมาเกือบ 20 ปี โดยส่งออกควบคู่ไปกับปลาสวยงาม แต่ที่ผ่านมา ประเทศผู้นำเข้าโดยเฉพาะอียูได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าสินค้าพรรณไม้น้ำเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเกรงว่าจะมีไส้เดือนฝอยศัตรูพืชติดไปกับรากพรรณไม้น้ำที่นำเข้าและไปแพร่ระบาดทำลายพืชปลูกในอียู ซึ่งหากตรวจพบว่า มีไส้เดือนฝอยศัตรูพืชปนเปื้อน สินค้าจะถูกตีกลับหรือถูกเผาทำลายทิ้งทันที กรมวิชาการเกษตรจึงได้ดำเนิน “โครงการพัฒนาการผลิตพรรณไม้น้ำปลอดไส้เดือนฝอยศัตรูพืชเพื่อการส่งออก” เพื่อยกระดับการผลิตพรรณไม้น้ำของไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า โดยได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. 

จากปัญหานี้ ดร.นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยและพัฒนาการผลิตพรรณไม้น้ำปลอดไส้เดือนฝอยศัตรูพืชเพื่อการส่งออก ป็นชุดเครื่องมือตรวจแยกไส้เดือนฝอยออกจากรากพรรณไม้น้ำที่มีขนาดเล็ก พร้อมติดตั้ง กล้องไมโครสโคป (Microscope) 
ซึ่งแก้ปัญหา ไส้เดือนฝอยในสินค้าพรรณไม้น้ำได้สำเร็จ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สินค้ามีทิศทางสดใสในตลาดโลก เพราะ “พรรณไม้น้ำ” เป็นสินค้าเกษตรที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสกุล Anubias ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยมีมูลค่าการส่งออกปีละกว่า 50 ล้านบาท

ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาชุดตรวจไส้เดือนฝอยภาคสนาม หรือ NEMA KIT ใช้ตรวจแยกไส้เดือนฝอยซึ่งเป็นศัตรูพืชในกลุ่ม migratory endoparasite เป็นชุดเครื่องมือตรวจแยกไส้เดือนฝอยออกจากรากพรรณไม้น้ำที่มีขนาดเล็ก พร้อมติดตั้ง กล้องไมโครสโคป (Microscope) เป็น กล้องจุลทรรศน์ (Mini microscope) กำลังขยาย 50 เท่า ตรวจหาไส้เดือนฝอยที่แยกจากรากได้ทันที ซึ่งเกษตรกรสามารถพกพากล้องจุลทรรศน์ไปใช้ในแปลงปลูกพืชที่ประสบปัญหาการปนเปื้อนไส้เดือนฝอยในระบบรากได้ อาทิ พรรณไม้น้ำ กล้วยไม้ หน้าวัว ฟิโลเดนดรอน กวักมรกต และไม้ประดับอื่นๆ เพื่อติดตามเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไส้เดือนศัตรูพืชได้ด้วยตนเอง

โดยหลักการทำงานของเครื่องมือชุดตรวจไส้เดือนฝอยภาคสนามพร้อมติดตั้ง กล้องไมโครสโคป (Microscope) เป็นกระบวนการแยกไส้เดือนฝอยออกจากรากพืชด้วยคลื่นเสียงอัลตราโซนิค ที่ความถี่ 40 กิโลเฮิรตซ์ ผลักดันให้ไส้เดือนฝอยที่อาศัยอยู่ภายในรากเคลื่อนที่ออกมา โดยมีน้ำเป็นตัวกลางส่งคลื่นความถี่สู่รากพืช มีผลทำให้โมเลกุลของของเหลวเกิดการบีบอัดและคลายตัวเป็นจังหวะ เกิดเป็นฟองอากาศขนาดเล็กๆ ที่มีพลังงานแฝง ซึ่งสามารถเข้าซอกซอนในระบบรากและรบกวนหรือขับไล่ไส้เดือนฝอยให้เคลื่อนที่ออกมาสู่น้ำ โดยใช้เวลาตรวจเพียง 20 นาทีก็ทราบผล และตรวจได้ครั้งละ 2 ตัวอย่าง มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้เครื่องพ่นหมอก 

กรมวิชาการเกษตรได้มอบชุดตรวจเครื่องมือตรวจแยกไส้เดือนฝอยออกจากรากพรรณไม้น้ำที่มีขนาดเล็ก พร้อมติดตั้ง กล้องไมโครสโคป (Microscope) นี้ให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชกว่า 20 ชุด นำไปเป็นเครื่องมือตรวจสอบพืชต้องสงสัยการปนเปื้อนไส้เดือนฝอยศัตรูพืชที่อาจติดมากับสินค้าเกษตรนำเข้า เช่น หอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ซึ่งจะทราบผลอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทั้งช่วยประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการส่งตัวอย่างตรวจที่ห้องปฏิบัติการ 

อีกทั้ง นักวิจัยด้านไส้เดือนฝอยของออสเตรเลียสนใจได้นำเทคนิคการตรวจแยกไส้เดือนฝอยจากรากพืชโดยใช้คลื่นเสียงอัลตราโซนิค ด้วยเครื่องมือตรวจแยกไส้เดือนฝอยออกจากรากพรรณไม้น้ำที่มีขนาดเล็ก พร้อมติดตั้ง กล้องไมโครสโคป (Microscope) นี้ พร้อมสนับสนุนให้กับ ส.ป.ป.ลาว และกัมพูชา ใช้ชุดตรวจไส้เดือนฝอยภาคสนามโดยใช้คลื่นเสียงอัลตราโซนิคนี้ด้วย  เกษตรกรท่านใดสนใจ “เครื่องมือชุดตรวจสอบไส้เดือนฝอยภาคสนาม” เทคนิคการป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอยในฟาร์มผลิตพรรณไม้น้ำ สอบถามได้ที่ ดร.นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด

Cr.คมชัดลึก

ห้าม ผู้อพยพจาก คิวบา พำนักถาวรในสหรัฐฯ หลังอยู่ในอเมริกาอย่างน้อย 1 ปี กฎหมายทิ้งทวน ประธานาธิบดี บารัค โอบามา

บารัค โอบามา


ห้าม ผู้อพยพจาก คิวบา พำนักถาวรในสหรัฐฯ หลังอยู่ในอเมริกาอย่างน้อย 1 ปี กฎหมายทิ้งทวน ประธานาธิบดี บารัค โอบามา



คำสั่งยกเลิกกฎหมาย Cuban Adjustment Act  ห้ามไม่ให้ผู้อพยพจาก คิวบา พำนักถาวรในสหรัฐฯ ดังกล่าวนับเป็นการใช้อำนาจส่งท้ายของ ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ก่อนที่เขาจะอำลาตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 20 ม.ค.นี้  โอบามาระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยให้นโยบายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯของพลเมืองคิวบาที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย มีความเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น      
     
กฎหมาย Cuban Adjustment Act ดังกล่าวซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อปี 1966 เปิดทางให้พลเมืองคิวบาสามารถขอเป็นผู้พำนักถาวรในสหรัฐฯ ได้ หลังจากอาศัยอยู่ในอเมริกาอย่างน้อย 1 ปี โดยไม่กำหนดโควตาผู้อพยพที่จะรับในแต่ละปี ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ยกเลิกกฎเกณฑ์พิเศษซึ่งเคยเปิดทางให้ผู้อพยพผิดกฎหมายจากคิวบาสามารถขอเป็นผู้พำนักถาวรในสหรัฐฯ ได้อย่างสะดวกง่ายดาย โดยให้มีผลบังคับในทันที    
     
พลเมืองคิวบาที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย และไม่มีคุณสมบัติเข้าข่ายที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จะต้องถูกเนรเทศตามที่กฎหมายสหรัฐฯ ประธานาธิบดีบารัค โอบามาระบุ โดยให้มีผลนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  การได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้ทำให้ชาวคิวบาหลายล้านคนตัดสินใจหลบหนีออกจากประเทศ จนทำให้รัฐคอมมิวนิสต์แห่งแคริบเบียนต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ และภาวะ “สมองไหล” ซึ่งนโยบายนี้มีผลดีต่อประเทศคิวบา เป็นอย่างมาก

รัฐบาลคิวบาก็ได้ออกมาแถลงยกย่องที่สหรัฐฯ เลิกใช้นโยบาย wet foot/ dry foot ซึ่งจะเป็น ก้าวที่สำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์แบบทวิภาคี อย่างไรก็ดี รัฐบาลคิวบายังเรียกร้องให้สภาคองเกรสสหรัฐฯ เพิกถอนกฎหมาย Cuban Adjustment ปี 1966 ซึ่งยังให้สถานะพิเศษแก่ผู้อพยพชาวคิวบาอยู่ โดยเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับบริบทของความสัมพันธ์ในปัจจุบัน รัฐบาลคิวบายังพอใจที่ บารัค โอบามา ตัดสินใจยกเลิกโครงการ Cuban Medical Professional Parole (CMPP) Program ซึ่งอนุญาตให้บุคลากรทางแพทย์ของคิวบาเดินทางเข้าไปยังสหรัฐฯ    
     
อย่างไรก็ตาม นโยบายฟาสต์แทร็กที่ผ่านมาเปิดทางให้ผู้อพยพคิวบา ขอพำนักถาวรในสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก ในสหรัฐฯ เอง ชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบาก็ได้กลายเป็นกำลังสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ปัจจุบันมีชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบาอยู่ราวๆ 1.8 ล้านคน รวมถึง ส.ว.มาร์โก รูบิโอ และ ส.ว.เท็ด ครูซ ซึ่งเคยลงสมัครชิงตำแหน่งผู้แทนพรรครีพับลิกันเมื่อปี 2016 ด้วย กฎเกณฑ์เดิมนั้นอาจจะมีความยุติธรรมกับเด็กและครอบครัวผู้อพยพผิดกฎหมายจากคิวบา ซึ่งหนีความรุนแรงมาพึ่งสหรัฐฯ แต่กลับต้องถูกเนรเทศ

รัฐบาลคิวบาออกมายืนยันว่าจะรับรองสิทธิพลเมืองในการเดินทาง โยกย้ายถิ่นฐาน และเดินทางกลับประเทศ  ของผู้อพยพผิดกฎหมายจากคิวบาเข้าประเทศอื่นเข้าข่ายที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายคนเข้าเมือง และจะทยอยนำมาตรการใหม่ๆ มาบังคับใช้เพื่อปรับปรุงนโยบายคนเข้าเมืองในปัจจุบัน จากนโยบายของ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ล่าสุด

Cr.ผู้จัดการ

Tuesday, January 10, 2017

พบสารสกัด ยับยั้งมะเร็ง สกัดจากดักแด้ไหม จาก นักวิจัยไทย สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน

กล้องไมโครสโคป (Microscope)


พบสารสกัด ยับยั้งมะเร็ง สกัดจากดักแด้ไหม จาก นักวิจัยไทย สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน 


มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากอันดับหนึ่งในผู้หญิง และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในลำดับต้นๆ ดร.สุทธิดา ชูเกียรติศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.กาญจนา ธรรมนู นักวิจัยจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จึงได้ร่วมมือกันใช้แสงซินโครตรอนในเทคนิค กล้องไมโครสโคป (Microscope) หรือกล้องจุลทรรศน์อินฟราเรด ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางชีวโมเลกุลในเซลล์มะเร็งเต้านมชนิด MCF7 (Human Breast Adenocarcinoma cell line) ที่ถูกยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยโปรตีนสกัดจากดักแด้ ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านนางลาย และดักแด้ไหมอีรี่

ทั้งนี้ โดย ดร.สุทธิดา ชูเกียรติศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.กาญจนา ธรรมนู นักวิจัยจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จึงได้ร่วมมือกันใช้แสงซินโครตรอน ในเทคนิคกล้องจุลทรรศน์อินฟราเรด ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางชีวโมเลกุลในเซลล์มะเร็งเต้านมชนิด MCF7 (Human Breast Adenocarcinoma cell line) ที่ถูกยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยโปรตีนสกัดจากดักแด้ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านนางลาย (Mulberry silkworm, Bombyx mori) และดักแด้ไหมอีรี่ (Non-mulberry silkworm; Eri silkworm,Samia ricini) พบว่าโปรตีนสกัดดังกล่าวมีผลทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมตายเป็นผลสำเร็จ

หลังจากดูผลจาก กล้องไมโครสโคป (Microscope) นักวิจัยไทยใช้แสงซินโครตรอนศึกษาโปรตีนสกัดจากดักแด้ไหมอีรี่และไหมไทยนางลาย พบว่าโปรตีนสกัดดังกล่าวมีผลทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมตาย อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ยังอยู่ระหว่างการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งการค้นพบดังกล่าวจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำคัญที่จะนำไปสู่การวิจัยในขั้นตอนต่อไปในการหาความเป็นไป ได้จากการนำโปรตีนสกัดจากดักแด้ไหมทั้ง 2 สายพันธุ์มาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมในอนาคต หากหน่วยงานใดสนใจร่วมพัฒนาต่อยอดงานวิจัยนี้ สามารถติดต่อสอบถามนักวิจัยได้โดยตรง

Cr.Eureka

Monday, January 9, 2017

เปิดตัว Nokia 6 สมาร์ทโฟน ครั้งแรกในประเทศจีน ตัวเครื่อง Unibody ชิ้นเดียวไร้รอยต่อ กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล

Nokia 6


เปิดตัว Nokia 6  สมาร์ทโฟน ครั้งแรกในประเทศจีน ตัวเครื่อง Unibody ชิ้นเดียวไร้รอยต่อ กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล


เรียกได้ว่าสเปคที่ไม่ถือว่าแรงมาก และไม่ได้ด้อยมาก แต่หน้าจอก็ถือว่าสวยงามดีใช้ได้ ชิ้นเดียวไร้รอยต่อ ให้หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ในราคา เพียง 1,699 หยวน หรือประมาณ 8,800 บาท พร้อมขายในจีนต้นปี 2017 นี้ ตามที่ได้กล่าวไปก่อหน้านี้ Nokia 6 ใช้วัสดุของตัวเครื่องจากอะลูมิเนียมเกรด 6,000 และมีการใช้แนวออกแบบ Unibody ชิ้นเดียวไร้รอยต่อ ความละเอียด Full HD ถือว่าใหญ่พอสมควร และใช้ระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat รายละเอียดของเครื่องนั้นใช้ CPU Qualcomm Snapdragon 430 Octa Core พร้อมกับ RAM 4GB, ความจำในตัว 64GB กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, กล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซลพร้อมกับเทคโนโลยี PDAF และถ่ายวีดีโอได้ความละเอียด 1080P เท่านั้น  ส่วนรายละเอียดว่าจะมีการนำเข้ามาขายในประเทศไทยหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

ที่คราวนี้จะกลับมาทำตลาดเต็มตัว ไม่ต้องรอคอยนานเลย ชิงเปิดตัว Nokia 6 อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นมือถือในระดับกลาง สำหรับ Nokia 6  ใช้วัสดุของตัวเครื่องจากอะลูมิเนียมเกรด 6,000 และมีการใช้แนวออกแบบ Unibody ชิ้นเดียวไร้รอยต่อ ภายใต้การร่วมงานกันอย่างเป็นระบบ และมีการวางแผนทุกขั้นตอนด้วยผู้รับผิดชอบที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน หลังจากไม่กี่เดือนก่อนได้ประกาศว่าจะเผยโฉมรุ่นแรกของแบรนด์ Nokia ในงาน Mobile World Congress 2017 ทว่าล่าสุดทั้งคู่ก็ไม่ปล่อยให้แฟนๆ รอนาน  ดังนั้นเราลองมาวิเคราะห์กันหน่อยแม้จะไม่ใช่รุ่นท็อป แต่กับราคาประมาณ 8,800 บาท ($245) เท่านี้ คุ้มค่าหรือไม่ กับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ? สรุปฟีเจอร์เด่นที่น่าสนใจของรุ่นดังกล่าว

การที่ Nokia รีบเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของแบรนด์ ก่อนงานมหกรรมสมาร์ทโฟน  Mobile World Congress 2017 ครั้งใหญ่ ก็เพื่อต้องการช่วงชิงกระแสพื้นที่ทางการตลาด เสมือนเป็นการบ่งบอกให้ได้รู้ หรือคอนเฟิร์มเข้าไปอีกว่ามาแล้วนะ มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่เหล่าสาวกเฝ้ารอคอยจะเห็น ดังนั้นจึงส่งผลให้สำนักข่าวทั้งหลายต่างเฝ้ามารอคอยทำข่าวในวันงานมากขึ้นไปอีก เพื่อรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ?  แน่นอนว่าภายในงานดังกล่าวอาจมีรุ่นท็อป รุ่นกลาง รุ่นประหยัดงบ มาเปิดตัว เพราะฉะนั้นยิ่งมีสื่อมาให้ความสนใจเท่าใด ก็ทำให้การตลาดดำเนินการไปได้ด้วยตัวของมันเอง โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก

ตามข่าวบอกว่าจะมากสุดถึง 7 รุ่นในปีนี้เลย จากที่ดูสเปก Nokia 6 ใช้วัสดุของตัวเครื่องจากอะลูมิเนียมเกรด 6,000 และมีการใช้แนวออกแบบ Unibody ชิ้นเดียวไร้รอยต่อ ให้หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD ถือว่าใหญ่พอสมควร กล้องหน้ากล้องหลัง หรือแบตเตอรี่ความจุ 3,000 mAh รองรับการชาร์จเร็ว Quick Charge 3.0 รวมถึงมีฟีเจอร์เด่นอื่นๆ ระบบเสียงลำโพงคู่ผนวกด้วยชิปเสียงควมคุมคู่ และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ เป็นต้น ก็ถือว่าน่าสนใจเมื่อมีราคาเปิดตัว เพียง 1,699 หยวน ประมาณ 8,800 บาท ($245) ราคาวางจำหน่ายเท่านี้ เปิดตัวครั้งแรกในประเทศจีนแต่ก็น่าเสียดายตรงชิปเซ็ตประมวลผล น่าจะใช้ซีรีย์ 6xx มากกว่า แต่ Nokia 6 เป็นเพียงก้าวแรกในการเดินทางของเรา จะมีมาอีกในปีคริสต์ศักราช 2017 จากคำกล่าวเปิดตัว ซึ่งใจความว่า " The Nokia 6 marks the first step on our journey, with more to come in 2017.”

Cr.สยามโฟน,สนุก นิวส์